วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ความสัมพันธ์ โดเมน และเรนจ์ของความสัมพันธ์


• ความสัมพันธ์
          กำหนด A และ B เป็นเซตใดๆ แล้ว r เป็นความสัมพันธ์ จากเซต A ไปเซต B ก็ต่อเมื่อ r เป็นสับเซตของ A× B
          และ ถ้า r เป็นสับเซตของ 
A× A แล้ว r เป็นความสัมพันธ์ในเซต A
ตัวอย่างเช่นกำหนด A = {1, 2, 3}, B = { 0, 2, 4} และ r = { (x,y) ∈ A× B | y = 2x }
r = { (1,2), (2,4) }
หมายเหตุ(x, y) ∈ r อาจเขียนแทนด้วย x r y
โดเมน และเรนจ์ของความสัมพันธ์
กำหนด r เป็นความสัมพันธ์จาก A ไป B
โดเมนของ r คือ เซตของสมาชิกตัวหน้าของคู่อันดับใน r เขียนแทนด้วย Dr
      Dr = { x | (x, y) } ∈ r
เรนจ์ของ r คือ เซตของสมาชิกตัวหลังของคู่อันดับใน r เขียนแทนด้วย Rr
      Rr = { y | (x, y) } ∈ r
หลักการหาโดเมน และเรนจ์ของความสัมพันธ์ เมื่อกำหนด r แบบบอกเงื่อนไขมาให้
          1. เมื่อต้องการหาโดเมน ให้จัด y ให้อยู่ในรูปของ x แล้วพิจารณาค่า x ทั้งหมดที่ทำให้ y หาค่าได้ และ (x,y) ∈ r
          2. เมื่อต้องการหาเรนจ์ ให้จัด x ให้อยู่ในรูปของ y แล้วพิจารณาค่า y ทั้งหมดที่ทำให้ x หาค่าได้ และ (x,y) ∈ r
         ตัวอย่างเช่น กำหนด r = { (x,y) ∈ R× R | }
1. หา Dr :
    นั่นคือ y หาค่าได้เมื่อ x-2 ≠ 0
    ∴ Dr = R - {2} = { x | x ≠ 2 }
2. หา R r :
    นั่นคือ x หาค่าได้เมื่อ y ≠ 0
    ∴ Rr = R - {0} = { y | y ≠ 0 }


         ในระบบแกนมุมฉาก เราสามารถจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง ระหว่างคู่อันดับของจำนวนจริง (x, y) กับพิกัดของจุดบนระนาบ โดยให้ x เป็นพิกัดแรก และ y เป็นพิกัดหลัง จากหลักการดังกล่าวทำให้เราสามารถเขียนกราฟของความสัมพันธ์ได้ดังนี้
บทนิยาม
      ให้ R เป็นเซตของจำนวนจริง และ r เป็นสับเซตของ R× R กราฟของความสัมพันธ์ r คือ เซตของจุดบนระนาบ โดยที่แต่ละจุดแทนสมาชิกของความสัมพันธ์ R
ตัวอย่างที่ 1จงเขียนกราฟของความสัมพันธ์
r = { (x,y) ∈ A × A | x + y = 5} เมื่อกำหนดให้
A = {1, 2, 3, 4}
วิธีทำr = {(1, 4), (2, 3), (3, 2), (4, 1)}
---------------------------------------------------------------------------
ตัวอย่างที่ 2จงเขียนกราฟของความสัมพันธ์
r = { (x,y) ∈ R × R | y = x - 1}
วิธีทำ
---------------------------------------------------------------------------
ตัวอย่างที่ 3จงเขียนกราฟของความสัมพันธ์
วิธีทำr = { (x,y) ∈ R × R | -1 < y ≤ 2 }
---------------------------------------------------------------------------
ตัวอย่างที่ 4จงเขียนกราฟของความสัมพันธ์
วิธีทำr = { (x,y) ∈ I × I | x + y < 1 }
---------------------------------------------------------------------------


         อินเวอร์สของความสัมพันธ์ r คือ ความสัมพันธ์ซึ่งเกิดจากการสลับตำแหน่งของสมาชิกตัวหน้า และสมาชิกตัวหลัง ในแต่ละคู่อันดับที่เป็นสมาชิกของ r เขียนแทนด้วย r-1
         การสลับตำแหน่งของสมาชิกตัวหน้า และสมาชิกตัวหลัง ทำได้ 2 วิธี ดังนี้
วิธีที่ 1สลับที่ x และ y ในคู่อันดับ (x, y) แต่มีเงื่อนไขเหมือนเดิม
ตัวอย่างเช่นr = {(x, y) ∈ R × R | y = 3x – 1}
r-1 = {(y, x) ∈ R × R | y = 3x – 1}
วิธีที่ 2สลับที่ x และ y ในคู่อันดับ (x, y) โดยแทนที่ x ด้วย y และแทนที่ y ด้วย x แต่ คู่อันดับ (x, y ) เหมือนเดิม
ตัวอย่างเช่นr = {(x, y) ∈ R × R | y = 3x – 1}
r-1 = {(x, y) ∈ R × R | x = 3y – 1}
r-1 = {(x, y) ∈ R × R |}
สมบัติเกี่ยวกับอินเวอร์สของความสัมพันธ์
ถ้า r เป็นความสัมพันธ์จากเซต A ไปเซต B
1. r-1เป็นความสัมพันธ์จากเซต  B ไปเซต A
2. r = R r-1 และ R r = D r-1
กราฟของอินเวอร์สของความสัมพันธ์
เราสามารถวาดกราฟของอินเวอร์สของความสัมพันธ์ได้ 2 วิธีด้วยกัน ดังนี้
วิธีที่ 1
1. หาอินเวอร์สของความสัมพันธ์ r-1
2.วาดกราฟของอินเวอร์สของความสัมพันธ์ โดยใช้เงื่อนไขที่ระบุใน r-1
ตัวอย่างเช่นr = {(x, y) ∈ R × R | y =  | x | + 2}
r-1 = {(x, y) ∈ R × R | x =  | y | + 2}
วิธีที่ 2
1.วาดกราฟของความสัมพันธ์ r
2.กราฟของอินเวอร์สของความสัมพันธ์ คือภาพสะท้อนของกราฟของความสัมพันธ์ r รอบแกน x = y

http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/math04/07/2/BasicMathForM4/rela_d&r.html 

คู่อันดับและผลคูณคาร์ทีเซียน


• คู่อันดับ
          คู่อันดับประกอบด้วยสมาชิก 2 ตัว เขียนแทนคู่อันดับในรูป (a,b) โดยที่ a เป็นสมาชิกตัวหน้าและ b เป็นสมาชิกตัวหลัง อันดับของสมาชิกถือว่าสำคัญ กล่าวคือการสลับที่กันระหว่างสมาชิกทั้งสองอาจทำให้ความหมายของคู่อันดับเปลี่ยนไปได้
สมบัติของคู่อันดับ
1. (a,b) = (b,a) ก็ต่อเมื่อ a = b
2. ถ้า (a,b) = (c,d) แล้วจะได้ a = c และ b = d
3. ถ้า (a,b) ≠ (c,d) แล้วจะได้ a ≠ c หรือ b ≠ d
• ผลคูณคาร์ทีเซียน
          ผลคูณคาร์ทีเซียนของเซต A และเซต B คือเซตของคู่อันดับ (a,b) ทั้งหมดซึ่ง a เป็นสมาชิกของเซต A และ b เป็นสมาชิกของเซต B และเขียนแทนด้วย A× B
นั่นคือ A× B = { (a,b) | a  A และ b ∈ B }
สมบัติของผลคูณคาร์ทีเซียน
กำหนด A, B และ C เป็นเซตใดๆ แล้ว
1.A× B ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ B × A
A× B = B × A ก็ต่อเมื่อ A = B หรือ A = Ø หรือ B = Ø
A× B ≠ B × A ก็ต่อเมื่อ A ≠ B ≠ Ø
2.A × Ø = Ø × A = Ø
3.A × ( B ∪ C )
= (A× B) ∪(A × C)
(A ∪ B) × C= (A× C) ∪(B × C)
4.A × ( B ∩ C )= (A× B) ∩ (A × C)
(A ∩ B) × C= (A× B) ∩ (B × C)
5.A × ( B - C )= (A× B) - (A × C)
(A - B) × C )= (A× C) - (B × C)
6.ถ้า A ⊂ B แล้ว A × C ⊂ B × C
7.ถ้า A และ B เป็นเซตจำกัดแล้ว n( A × B ) = n(A) × n(B)
8.
ถ้่า A เป็นเซตอนันต์ และ B เป็นเซตจำกัด ซึ่ง B ≠ Ø แล้ว A × B เป็นเซตอนันต์    

เรขาคณิตวิเคราะห์


   
      ในการศึกษาเรื่องเรขาคณิตวิเคราะห์ เราจะทำการศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติของจุด และเส้นตรงโดยอ้างอิงกับระบบพิกัดฉากเป็นหลัก
     ระบบพิกัดฉาก ประกอบด้วย แกนพิกัดฉาก 2 แกน ได้แก่ เส้นจำนวนที่อยู่บนแกนนอน (แกน x) และเส้นจำนวนที่อยู่บนแกนตั้ง (แกน y) แกนพิกัดฉากทั้งสองนี้จะแบ่งพื้นระนาบออกเป็น 4 ส่วน เรียกพื้นที่ที่ถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ นี้ว่า "ควอดรันต์" (Quadrant) ซึ่งมีลักษณะดังรูป



      


     แกน x และ แกน y ตัดกันเป็นมุมฉากที่จุด 0 เรียกจุดนี้ว่า "จุดกำเนิด" (origin) และเขียนแทนตำแหน่งของจุดบนระบบพิกัดฉากด้วย (x, y) เมื่อ x เป็นค่าที่อ่านได้จากเส้นจำนวนบนแกน x และ y เป็นค่าที่อ่านได้จากเส้นจำนวนบนแกน y




พิจารณารูปที่กำหนดให้ต่อไปนี้
จากทฤษฎีบทปิทาโกรัส จะได้ว่า
P1P2 =
P1P2 =
P1P2 =
นั่นคือ ถ้า P1 (x1, y1)และ P(x2, y2) เป็นจุดในระบบพิกัดฉากแล้ว
ระยะห่างระหว่างจุด P1 และ P=




พิจารณารูปที่กำหนดให้ต่อไปนี้
จากรูป ลาก P1R ขนานกับแกน x ดังนั้นพิกัดของจุด R เป็น (x2, y1)
           ลาก PQ และ P2R ขนานกับแกน y ดังนั้นพิกัดของจุด Q เป็น ( , y1)
=
P เป็นจุดกึ่งกลางของ P1P2
∴ =
=
P1Q=
P1R
∴ Q เป็นจุดกึ่งกลางของ P1R
P1Q=QR
 - x1 |=| x |
 - x1=x
=x1 + x2
=
และเช่นเดียวกัน=
=
PQ=
P2R
|- y 1 |
=
| y2 - y1 |
- y 1
=
( y2 - y1)
2- 2y 1
=y2 - y1
=y1 + y2
=
นั่นคือ ถ้า P() เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างจุด P1( x1, y1) และ P2( x2, y2) แล้ว 
=และ=


พิจารณารูปที่กำหนดให้ต่อไปนี้
       ถ้ากำหนดให้ m เป็นความชันของเส้นตรง L ที่ลากผ่านจุด P1( x1, y1) และ P2( x2, y2) แล้ว
ความชัน m =
      เราสามารถนำเอานิยามของความชันที่กล่าวมาข้างต้นไปใช้ในการอธิบายคุณสมบัติของเส้นตรง
สองเส้นที่ขนานและตั้งฉากกันได้ดังนี้
-------------------------------------------------------------------
เส้นขนาน
      ทฤษฎีบทเส้นตรงสองเส้นที่ไม่ขนานกับแกน y จะขนานกัน ก็ต่อเมื่อ ความชันของเส้นตรงทั้งสองเท่ากัน
-------------------------------------------------------------------
เส้นตั้งฉาก
       ทฤษฎีบทเส้นตรงสองเส้นที่ไม่ขนานกับแกน y จะตั้งฉากกัน ก็ต่อเมื่อ ผลคูณของความชันของเส้นตรงทั้งสองเท่ากับ -1
-------------------------------------------------------------------


1. สมการของกราฟเส้นตรงที่ขนานกับแกน x
     กำหนดให้ L เป็นเส้นตรงที่ขนานกับแกน x ดังนั้น เส้นตรง L ย่อมตั้งฉากกับแกน y และกำหนดให้เส้นตรง L ตัดแกน y ที่จุด (0, b)
     ถ้า b > 0 เส้นตรง L จะอยู่เหนือแกน x และห่างจากแกน x เป็นระยะ |b| หน่วย
     ถ้า b = 0 เส้นตรง L จะทับแกน x
     ถ้า b < 0 เส้นตรง L จะอยู่ใต้แกน x และห่างจากแกน x เป็นระยะ |b| หน่วย
สมการของกราฟเส้นตรงที่ขนานกับแกน x คือ y = b
ตัวอย่างเช่น
     (1) เส้นตรงที่ขนานกับแกน x และอยู่เหนือแกน x เป็นระยะ 5 หน่วย มีสมการเป็น y = 5
     (2) เส้นตรงที่ขนานกับแกน x และทับแกน x มีสมการเป็น y = 0
     (3) เส้นตรงที่ขนานกับแกน x และอยู่ใต้แกน x เป็นระยะ 5 หน่วย มีสมการเป็น y = -5
2. สมการของกราฟเส้นตรงที่ขนานกับแกน y
     กำหนดให้ L เป็นเส้นตรงที่ขนานกับแกน y ดังนั้น เส้นตรง L ย่อมตั้งฉากกับแกน x และกำหนดให้เส้นตรง Lตัดกับแกน x ที่จุด (a, 0)
     ถ้า a > 0 เส้นตรง L จะอยู่ทางขวาของแกน y และห่างจากแกน y เป็นระยะ |a| หน่วย
     ถ้า a = 0 เส้นตรง L จะทับแกน y
     ถ้า a < 0 เส้นตรง L จะอยู่ทางซ้ายของแกน y และห่างจากแกน y เป็นระยะ |a| หน่วย
สมการของกราฟเส้นตรงที่ขนานกับแกน y คือ x = a
ตัวอย่างเช่น
     (1) เส้นตรงที่ขนานกับแกน y และอยู่ทางขวาของแกน y เป็นระยะ 5 หน่วย มีสมการเป็น x = 5
     (2) เส้นตรงที่ขนานกับแกน y และทับแกน y มีสมการเป็น x = 0
     (3) เส้นตรงที่ขนานกับแกน y และอยู่ทางซ้ายของแกน y เป็นระยะ 5 หน่วย มีสมการเป็น x = -5
3. สมการของกราฟเส้นตรงที่ไม่ขนานกับแกน x และไม่ขนานกับแกน y
     กำหนดให้ L เป็นเส้นตรงที่ไม่ขนานกับแกน x และไม่ขนานกับแกน y มีความชัน = m และผ่านจุด (x1, y1)
จากรูปให้ (x, y) เป็นจุดใดๆบนเส้นตรง L
∴ ความชันของเส้นตรง L ที่ลากผ่านจุด (x1, y1) และ (x, y) เท่ากับ
= m
y - y1= m(x - x 1)
ดังนั้นสมการของกราฟเส้นตรงที่มีความชัน m และผ่านจุด (x1, y1) คือ y - y= m(x - x 1)
ตัวอย่างเช่น
     (1) สมการของกราฟเส้นตรงที่มีความชันเท่ากับ  และผ่านจุด (1, 2) คือ
      y - 2 =  (x-1)
หรือ 2x - 3y +4 = 0


ระยะห่างระหว่างเส้นตรงกับจุด
     ถ้ากำหนดให้ระยะทางระหว่างจุด P(x1, y1) ไปยังเส้นตรง Ax + By + C = 0 เท่ากับ d
ระยะห่างระหว่างเส้น ตรง Ax + By + C = 0 กับจุด (x1, y1) คือ d = 
ระยะห่างระหว่างเส้นคู่ขนาน
    กำหนดเส้นตรง Ax + By + C1 = 0 และเส้นตรง Ax + By + C2 = 0 ขนานกัน
ระยะห่างระหว่างเส้น ตรง Ax + By + C = 0 กับจุด (x1, y1) คือ d =